Coffeeshop กับ Dispensary: แตกต่างกันอย่างไร?
- 1. Coffeeshop กับ dispensary
- 2. Coffeeshop คืออะไร?
- 2. a. Coffeeshop ไม่ใช่ coffee shop
- 3. Dispensary คืออะไร?
- 4. องค์กรกัญชาไม่แสวงผลกำไร
- 5. เปรียบเทียบ coffeeshop, dispensary และองค์กรกัญชาไม่แสวงกำไร
- 6. สรุป
หากคุณอาศัยอยู่ในที่ที่กัญชายังไม่สามารถขายอย่างถูกกฎหมายเพื่อความบันเทิงได้ เศร้าเนอะ โอกาสที่คุณจะตาโตทันทีเมื่อได้ยินชื่อสถานที่อย่างอัมสเตอร์ดัมหรือบาร์เซโลนา สองเมือง จุดหมายสำคัญของสายเขียว ที่ผู้คนเดินทางไปปีแล้วปีเล่า เพื่อสัมผัสประสบการณ์สายเขียวตัวจริง
เรามักจะได้ยินเรื่องราวป่วนๆ จากเพื่อน ๆ ถึง coffeeshop แห่งนั้นหรือแห่งนี้ รวมถึงใครบางคนที่ถึงกับเป็นลมหลังลอง สายพันธุ์กัญชาแรง ๆ ที่สุดในชีวิต และก็จะมีเรื่องของ dispensary พร้อมเสียงบ่น bla bla bla ตามสไตล์
ขณะเราฟังพร้อมหัวเราะไปกับความทรงจำการเดินทางและพยายามจินตนาการภาพตาม เรื่องก็อาจเริ่มสับสนว่า dispensary กับ coffeeshop แตกต่างกันอย่างไร เพราะในหัวเราก็นึกว่ามันคือที่เดียวกันนี่นา? ความจริงแล้ว coffeeshop กับ dispensary ไม่เหมือนกัน เดี๋ยวเราจะอธิบายให้เข้าใจว่าต่างกันอย่างไร
1. Coffeeshop กับ Dispensary
เวลาพูดถึง coffeeshop กับ dispensary มันก็มีบางอย่างที่คล้ายกัน ทั้งคู่เกี่ยวกับกัญชา และคุณสามารถซื้อกัญชาได้ที่นั่น อีกอย่างที่เหมือนกันคือ มักจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเยอะ แค่นั้นเลย

แล้วถ้าไม่เหมือนกัน จะ ดูความแตกต่าง ได้อย่างไร? มาดูกันว่าสองอย่างนี้คืออะไร เพื่อให้เข้าใจว่าคุณกำลังหาที่ไหนอยู่ หรือได้ไปที่ไหนมาแล้วกันแน่
2. Coffeeshop คืออะไร?
Coffeeshop กัญชาเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว ๆ 50 ปีก่อนในยุค 70 ที่ เนเธอร์แลนด์ หลังจากรัฐบาลดัตช์ตระหนักว่าการจะให้ทั้งประเทศปลอดยาเสพติดนั้นเป็นแค่ความฝัน เพราะผู้คนก็ยังคงเสพสิ่งเหล่านี้ต่อไปไม่ว่ากฎหมายจะห้ามหรือไม่ก็ตาม
ถ้าคิดถึงเพื่อน ๆ ที่ไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์แล้วหาซื้อกัญชา รับรองเลยว่าหน้าร้านที่นึกถึงต้องเป็น coffeeshop เพราะมีเยอะมากจริง ๆ ในประเทศนี้

Coffeeshop อาจมีรูปลักษณ์แตกต่างกันไป แต่คุณจะเห็นใบกัญชาประดับหน้าร้านแน่นอน เพื่อให้รู้ว่าเป็นร้านแบบนี้ ในอัมสเตอร์ดัม coffeshop ส่วนใหญ่อยู่ใกล้ Red Light District และมักตกแต่งด้วยสีเขียวกับตัวอักษรขาว
อย่างไรก็ตาม coffeeshop เหล่านี้มักเน้นนักท่องเที่ยว ราคาก็จะ สไตล์นักท่องเที่ยว หรือเรียกง่าย ๆ ว่าแพงหน่อย แต่ถ้ามี local แนะนำ ก็มีร้านซ่อนอยู่แถวชานเมืองราคาดี ๆ เหมือนกัน
แนะนำ!ลองถามคนท้องถิ่นว่ามีร้าน coffeeshop ราคาเป็นมิตรและคุณภาพดีแนะนำไหม
แล้ว coffeeshop ขาย แค่กัญชาเหรอ? ไม่ใช่แน่นอน! ร้านส่วนใหญ่จะมีเมนูกัญชาหลากหลาย ทั้งดอกกัญชา สารสกัด ของกินกัญชา เครื่องสำอาง เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์ต่าง ๆ และบางร้านก็ด้วยกับคาเฟ่เลย!

แต่ก็ไม่ได้สวยงามไปหมด เพราะรัฐบาลก็ต้องมีข้อ จำกัด กับ coffeshop เช่นกัน ดังนี้:
- คน ๆ เดียว ซื้้อกัญชาได้ 5 กรัมได้วันละ 2 ครั้ง;
- ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามเข้า;
- ห้ามขายบุหรี่หรือเหล้าในร้าน;
สายเขียวขาประจำอย่างเรา ๆ ขอบอกว่า 10 กรัมต่อวัน ก็ไม่เลวนะ!
ที่สำคัญคือ coffeeshop ในเนเธอร์แลนด์อยู่ใน พื้นที่สีเทา คือซื้อและเสพในร้านได้ถูกกฎหมาย แต่เอาของตัวเองมา/นำออกนอกสถานที่กลับบ้านไม่ได้
Coffeeshop ไม่ใช่ Coffee Shop
ถ้าคุณไม่ได้มองหากาแฟคาปูชิโน่หรือเอสเปรสโซ่ ให้สังเกต เว้นวรรค ระหว่าง 'coffee' กับ 'shop' ให้ดี ๆ เพราะมันมีความหมายต่างกันมาก
Coffee shop ปกติคือคาเฟ่ทั่วไป ไม่มีกัญชาขาย แต่ในเนเธอร์แลนด์ก็มีบาร์/คาเฟ่บางแห่งที่คุณสั่งกาแฟ ขนม และมวนกัญชาด้วยตัวเองได้
3. Dispensary คืออะไร?
Dispensary เกิดขึ้นจาก วัฒนธรรมอเมริกัน หลังจากออกกฎหมายให้กัญชาถูกกฏหมายในหลายรัฐ ร้านเหล่านี้ก็ขายกัญชาเหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและสินค้าบางอย่างต่างออกไปจาก coffeeshop ที่เนเธอร์แลนด์
ร้าน dispensary จะทำงานคล้าย ร้านขายยา ลูกค้าที่ต้องการซื้อกัญชาจะเข้ามาเจอกับ budtender (พนักงานผู้เชี่ยวชาญเรื่องกัญชา) ที่จะคอยให้บริการตามต้องการของคุณ
จุดต่างหลักคือ ห้ามเสพกัญชาในร้าน dispensary ขณะที่ coffeeshop ทำได้ เพราะในอเมริกายังมีรัฐที่ห้ามเสพกัญชาในที่สาธารณะหรือที่เปิด

แต่ก็มี dispensary บางแห่ง เช่นในซานฟรานซิสโก ที่มีโซนสูบหรือ vape แยกไว้เฉพาะ เรียกว่า Dab Bar หรือ Lounge Zone
Dispensary เหมือน coffeeshop ตรงที่มีดอกกัญชาให้เลือกหลายระดับคุณภาพและราคา คุณจะเจอ dispensary เฉพาะทางการแพทย์ หรือแบบที่ขายเพื่อสันทนาการก็ได้
เดิม dispensary มีแต่ในสหรัฐ แต่นี้ที่ แคนาดา ก็มีแล้ว เพราะ legalize การใช้กัญชาทางการแพทย์และสันทนาการเช่นกัน

ด้านกฎหมาย dispensary ในอเมริกาก็อยู่ภายใต้ กฎหมายท้องถิ่น เช่นกัน โดยท้องถิ่นจะกำหนดปริมาณกัญชา/ผลิตภัณฑ์ที่ขาย เช่นเดียวกับ coffeeshop, ต้องเป็นผู้ใหญ่ถึงจะซื้อกัญชาใน dispensary ได้ถูกกฎหมาย
และถ้าคุณอยากได้กัญชาทางการแพทย์ ก็ต้องมี ใบสั่งแพทย์ หรือเป็นผู้ป่วยที่ลงทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น
สินค้าในอเมริกัน dispensary มีตั้งแต่ดอกกัญชา สารสกัดต่าง ๆ (tincture น้ำมัน) ของกิน vape cartridge บางร้านขาย กิ่งปักชำและต้นกล้ากัญชา ด้วย ปริมาณกัญชาที่ซื้อได้ก็ขึ้นกับกฎแต่ละรัฐ
4. องค์กรกัญชาไม่แสวงผลกำไร
ยังมีอีกกลุ่มคือ องค์กรกัญชาไม่แสวงกำไร ที่เปิดขึ้นเพื่อให้บริการกัญชาเช่นกัน ได้แก่ collective และ cannabis club
Collective หรือคลับกัญชา คือกลุ่มคนที่รวบตัวกันสร้างคอมมูนิตี้แจกจ่ายกัญชา วิธีคือคุณต้องเป็น สมาชิกกลุ่ม โดยเข้าร่วมได้ด้วยการแนะนำจากคนในเท่านั้น

บางคลับขอให้สมาชิกจ่ายรายเดือนเพื่อซื้อกัญชาและใช้บริการส่วน lounge พักผ่อน แต่ก็มีข้อ จำกัดปริมาณการขาย เช่นกัน ส่วนใหญ่ไม่เกิน 3 กรัมต่อวัน เพื่อลดปัญหาขายต่อ
องค์กรไม่แสวงกำไรแบบนี้ได้รับความนิยมมากใน สเปนและอุรุกวัย
5. เปรียบเทียบ Coffeeshop, Dispensary และองค์กรกัญชาไม่แสวงกำไร
พอรู้ความแตกต่างของ coffeeshop, dispensary และกลุ่มกัญชาไม่หวังผลกำไรแล้ว มาดู ตารางเปรียบเทียบ ด้านล่างนี้กัน
| Coffeeshops | Dispensaries | Clubs and Collectives | |
|---|---|---|---|
| ซื้อกัญชาหรือของอื่นได้ไหม? | ได้ | ได้ | กัญชาได้ อื่น ๆ อาจจะได้ |
| เสพกัญชา/ผลิตภัณฑ์ที่นั่นได้ไหม? | ได้ | ไม่ได้1 | ได้ |
| ถูกกฎหมายไหม? | ถูกกฎหมาย | ถูกกฎหมาย | ขึ้นอยู่กับประเทศ |
และอย่างที่บอกไว้ ลักษณะเหล่านี้อาจแตกต่างกันได้ในแต่ละประเทศ
6. สรุป
ความแตกต่างหลัก ๆ ของร้านเหล่านี้จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ความดื้อรั้นของคน แต่เป็นที่ความเข้มงวดของภาครัฐแต่ละประเทศเองล่ะ!
ถ้ากัญชาถูกกฎหมายเปิดกว้างทั่วโลกและไม่มีคนเหมารวมโดยไม่มีความรู้ เราคงใช้ชีวิตสายเขียวสบายใจขึ้นมาก รวมถึง การซื้อกัญชา ด้วย
มันจะดีแค่ไหนถ้าทุกประเทศ ออกกฎหมายร้านกัญชา จริงจัง? เพราะเห็น ๆ ว่ากัญชาทำรายได้ให้แต่ละประเทศเพียบ แต่ก็ต้องรอกันไปจนกว่าผู้ใหญ่จะเปลี่ยนใจบ้าง
ความคิดเห็น