คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการปลูกกัญชาแบบ No-Till
- 1. วิธีปลูกแบบ no-till คืออะไร?
- 2. ข้อดีข้อเสียของระบบ no-till
- 3. การทำฟาร์มกัญชาแบบ no-till… ศิลปะที่คนมักเข้าใจผิด?
- 4. คู่มือปลูกกัญชาแบบ no-till แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
- 4. a. การเตรียมดิน
- 4. b. สัปดาห์ที่ 1 - ต้นกล้า / กิ่งปักชำรากแข็ง
- 4. c. สัปดาห์ที่ 2 – ระยะใบ (vegetative stage)
- 4. d. สัปดาห์ที่ 3 – ระยะใบ
- 4. e. สัปดาห์ที่ 4 – ระยะใบ (หนึ่งสัปดาห์ก่อน pre-flowering)
- 4. f. สัปดาห์ที่ 5 – pre-flowering (เปลี่ยนผ่านจากระยะใบสู่ดอก)
- 4. g. สัปดาห์ที่ 6 – ระยะดอก (flowering)
- 4. h. สัปดาห์ที่ 7 – ระยะดอก
- 4. i. สัปดาห์ที่ 8 – ระยะดอก
- 4. j. สัปดาห์ที่ 9 – ระยะดอก
- 4. k. สัปดาห์ที่ 10 – ระยะดอก
- 5. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปลูกกัญชา no-till
- 6. สรุป
No-till คือเทคนิคทางการเกษตรที่ใช้ในการเพาะปลูกโดยไม่รบกวนหน้าดิน ซึ่งช่วยป้องกันการพังทลายของดินและเพิ่มสุขภาพของดินรวมถึงการกักเก็บสารอาหารไว้ในดิน วิธีนี้เป็นที่รู้จักในเรื่องการเพิ่มความหลากหลายและปริมาณสิ่งมีชีวิตในดิน อีกทั้งยังใช้แรงงานน้อยมาก แม้จะยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ปลูกกัญชามากนัก แต่ก็เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการปลูก เมล็ดกัญชา แบบออร์แกนิก!
1. วิธีปลูกแบบ No-Till คืออะไร?
การทำฟาร์มแบบ No-till (หรือที่เรียกว่า zero tillage) หมายถึงแปลงปลูกที่ไม่มีการไถพรวนดินระหว่างฤดูเก็บเกี่ยวและการงอกของพืชรุ่นต่อไป ซึ่งหมายความว่าไม่มีการรบกวนหน้าดินระหว่างการปลูกพืชแต่ละรอบ

เทคนิคนี้จะนิยมใช้ในพื้นที่ดินทรายหรือดินแห้งมากกว่า โดยช่วยลดการพังทลายของดิน ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มการซึมผ่านของน้ำ การกักเก็บอินทรียวัตถุ และการหมุนเวียนของสารอาหาร ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยเพิ่มชีวิตชีวาแก่ดิน ด้วยการใช้วัสดุคลุมดินและซากพืชควบคุมวัชพืชและศัตรูพืช หรือถ้าจำเป็นก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก 100% เพื่อให้ได้ดินสุขภาพดียิ่งขึ้น
2. ข้อดีข้อเสียของระบบ No-Till
ข้อดี
- ใช้ปริมาณน้ำและสารอาหารน้อยลงเนื่องจากมีอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ในดินมากขึ้น
- ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ส่งผลให้ดินมีออกซิเจนและการกักเก็บน้ำที่ดีขึ้น
- ช่วยลดการพังทลายของดินและสามารถรีไซเคิลหน้าดินได้
- ใช้งบประมาณน้อยกว่าวิธีปลูกแบบอื่นๆ มาก
- ใช้แรงงานน้อยมากในแต่ละครั้งและแต่ละรอบการปลูก หากทำได้ถูกต้อง แทบจะไม่ต้องใส่ปุ๋ยสังเคราะห์หรือยาฆ่าแมลงเลย ซึ่งจะช่วยให้พืชเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดและยังช่วยส่งเสริมการผลิตเทอร์พีนครบถ้วนและแสดงลักษณะทางพันธุกรรมได้สูงสุดในแต่ละด้าน
ข้อเสีย
- มีความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะตกค้างไปยังรุ่นต่อไปมากขึ้น
- ต้องใช้เวลาในการเห็นผลชัดเจน เพราะต้องกระตุ้นให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินทำงาน
- ปุ๋ยออร์แกนิกคุณภาพสูงที่ใช้กระตุ้นดินอาจมีราคาแพง
3. การทำฟาร์มกัญชาแบบ No-Till… ศิลปะที่คนมักเข้าใจผิด?
การทำฟาร์มแบบ no-till หรือที่เรียกว่า direct drilling อาจฟังดูย้อนแย้ง สำหรับชาวสวนส่วนมากมักจะเน้นไปที่การใช้ปุ๋ยใหม่ๆ ปุ๋ยหมัก รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทำให้ดินในแต่ละฤดูการปลูกมีคุณภาพมากที่สุด เป็นเรื่องปกติที่ผู้เริ่มต้นทดลองใช้ no-till จะรู้สึกว่าวิธีนี้จะไม่ได้ผลดีเท่าการปลูกแบบทั่วไป แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ผลผลิตจะดีเท่าในด้านสุขภาพพืช กำลังฤทธิ์ และผลผลิตสุดท้ายเมื่อปลูกกัญชาแบบ no-till?
ลองคิดถึงวิธีธรรมชาติดู สิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในโลกคือบริเวณที่มนุษย์เข้าไปรบกวนน้อยที่สุด เช่น ป่าอะเมซอนคือพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพโดยธรรมชาติมากที่สุดในโลกก็เพราะขาดการรบกวนจากมนุษย์ ผู้ปลูกหลายคนอาจกังวลเกี่ยวกับศัตรูพืชเมื่อใช้วิธี no-till แต่อย่ากลัวไป ระบบนิเวศใดๆ ที่สมบูรณ์สัมพันธ์ต่างๆ ระหว่างชีวิตในดินจะสร้างชีวภาคที่แข็งแรงและสมดุลโดยธรรมชาติ ได้อย่างน่าทึ่ง การได้รับความช่วยเหลือจากแบคทีเรีย เห็ดรา และแมลงที่มีประโยชน์มีค่าอย่างมาก ไส้เดือนฝอยที่ดีจะจัดการศัตรูตามธรรมชาติของมันเอง แมลงเต่าทอง แมลงชีปะขาว และตั๊กแตนตำข้าวจะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชขนาดใหญ่ และเชื้อรา/แบคทีเรียที่ดีช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตให้แข็งแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4. คู่มือปลูกกัญชาแบบ No-Till แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ก่อนเริ่มต้น คุณต้องรู้ว่าควรใช้กระถางขนาดใหญ่ โดยแนะนำให้ใช้กระถาง 120 ลิตร (หรือ raised bed) แต่จะใช้ขนาด 60 ลิตร, 30 ลิตร หรือ15 ลิตร ก็ได้ แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องใช้กระถาง 120 ลิตร ต่อ 1 ต้น เพราะในกระถาง 1 ใบ ปลูกได้ 2-3 ต้น (ขึ้นอยู่กับขนาด) ดังนั้นหายห่วง ไม่จำเป็นต้องใช้กระถางยักษ์ต่อต้นแน่นอน

หลังจากใส่วัสดุลงในกระถางเต็มแล้ว ให้รดน้ำดิน ปริมาณน้ำขึ้นอยู่กับส่วนผสมของวัสดุปลูก แต่โดยทั่วไปแนะนำน้ำ 6 ลิตรต่อดิน 60 ลิตร
เมื่อเลือกขนาดกระถางและรดน้ำดินเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเตรียมดินสำหรับรอบการปลูกของคุณ
โปรดจำไว้ว่าสำหรับคำแนะนำที่เหลือ เราจะใช้ปริมาณสำหรับกระถาง 60 ลิตร หากใช้ภาชนะที่ใหญ่หรือเล็กกว่านี้ ต้องปรับปริมาณตามนั้น
การเตรียมดิน
เมื่อเติมวัสดุลงในกระถางและรดน้ำแล้ว ให้เติมวัตถุดิบต่อไปนี้ลงในกระถาง 60 ลิตร:
- เมล็ดพืชคลุมดิน 2 ช้อนโต๊ะ (หว่านให้ทั่ว)
- อะฟัลฟ่า (Alfalfa meal) เกรดพรีเมียม 32-64 กรัม (NPK ≈ 2.3 - 0.29 - 2.4)
- บกาชิธัญพืชนานาชนิด 43 กรัมต่อต้น
- เศษฟางข้าวบาร์เลย์คลุมดิน สูง 2.5-7.5 ซม. (รดน้ำฟางและสะเด็ดน้ำก่อนใช้)
เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้ว ต้องให้เวลาเพื่อให้วัตถุดิบละลายและดินถูกกระตุ้น ควรปล่อยไว้อย่างน้อย 7 วัน หรือมากสุดที่ 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดภาชนะ
| Yellow Sweet Clover | 15% | Carter Flax | 15% | Indianhead Lentils | 6% | White Proso Millet | 2% |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| White Dutch Clover | 15% | Crimson Clover | 10% | Hairy Vetch | 6% | 4010 Forage Pea | 2% |
| Medium Red Clover | 15% | Iron & Clay Cowpeas | 7% | Common Vetch | 5% | Mancan Buckwheat | 2% |
วิธีที่ง่ายในการรู้ว่าควรเริ่มปลูกเมื่อไร คือรอจนกระทั่ง พืชคลุมดินงอกขึ้นมาแล้ว หากยังไม่รู้ว่าจะเลือกพืชคลุมดินชนิดใด แนะนำให้เลือกจากในตารางข้างต้นนี้
เมื่อพืชคลุมดินงอกแล้ว ก็สามารถปลูกเมล็ดกัญชา หรือย้ายต้นกล้าของคุณลงกระถางนี้ได้เลย
สัปดาห์ที่ 1 - ต้นกล้า / กิ่งปักชำรากแข็ง
เมื่อยอดต้นกัญชาโผล่พ้นดิน จะยังมีขนาดเล็กมากและรากยังไม่ตั้งตัวดี สัปดาห์แรกจึงต้องใส่ จุลินทรีย์และเชื้อราที่เป็นประโยชน์ ให้เหมาะสมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้รากเติบโตแข็งแรง

อย่างที่กล่าวไว้ พืชเล็กยังไม่ต้องการอาหารมาก สัปดาห์นี้จึงเน้นใส่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในวันแรก โดยใส่แบคทีเรียและเชื้อราเหล่านี้ (หรือให้ได้มากที่สุด):
| Arthrobacter | Bacillus | Rhodopseudomonas |
|---|---|---|
| Azospirillum | Glomus | Streptomyces |
| Azotobacter | Pseudomonas | Trichoderma |
ตามตารางที่เห็น หนึ่งวันหลังจากนั้นสามารถใส่เอนไซม์ย่อยอาหาร เพื่อช่วยให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เปลี่ยนสารอาหารให้อยู่ในรูปที่ดูดซึมได้สำหรับพืช
| Amylase | Galactosidase | Invertase/Sucrase | Peptidase | Phytase |
|---|---|---|---|---|
| Cellulase | Hemicellulase | Lipase | Phosphatase | Protease |
หลังจากนั้น ทั้งสัปดาห์ที่เหลือสิ่งสำคัญคือรักษาความชื้นในดิน เพื่อให้ทุกสิ่งละลายและจุลินทรีย์ทำงานได้ดี
สัปดาห์ที่ 2 – ระยะใบ (Vegetative Stage)
ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป คุณต้องดูแลให้ต้นแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักดอก แต่ก็ต้องป้องกัน เชื้อรา และ แมลงศัตรูพืช ด้วย สัปดาห์นี้จึงต้องทำสองอย่างควบคู่กัน

อย่างที่เห็น ควรฉีดพ่นสูตรแรกเป็นสเปรย์ทางใบช่วงต้นสัปดาห์ และเว้นไปอีก 3-4 วันจึงทำสูตรที่สอง
ต้องแน่ใจว่าส่วนผสมในสูตรที่สองเข้ากันดีก่อนใช้งาน
ปล. ผลิตภัณฑ์ฟิชโปรตีนไฮโดรไลเซตที่ใช้ควร (โดยอุดมคติ) มีไนโตรเจนน้ำละลายได้ 14.9% และไนโตรเจนน้ำละลายไม่ได้ 0.1%
สัปดาห์ที่ 3 – ระยะใบ
เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คุณควรเติมจุลินทรีย์ทุก 15 วัน ดังนั้นสัปดาห์ที่ 3 ควรใส่เชื้อจุลินทรีย์เดิมตามที่ใส่ในสัปดาห์แรกของวันแรกอีกครั้ง

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ปุ๋ยอินทรีย์เกรดพรีเมียม NPK 3-5-2 ควรมีส่วนผสมเหล่านี้ให้มากที่สุด:
| Kelp meal | Calcium | Crustacean meal | Soybean meal | Magnesium | Micronized basalt |
|---|---|---|---|---|---|
| Karanja cake | Phosphate | Fish meal | Sulfate | Malted barley | Gypsum |
| Alfalfa meal | Camelina meal | Fish bone meal | Potassium | Calcium montmorillonite | Oyster flour |
และถ้าจะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ หรืออยากให้ต้นอยู่ในระยะ ใบ (vegetative) นานขึ้น ก็สลับระหว่างสัปดาห์ที่ 2 กับ 3 ไปจนถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อน pre-flowering แล้วจึงไปตารางถัดไป
สัปดาห์ที่ 4 – ระยะใบ (หนึ่งสัปดาห์ก่อน pre-flowering)
หนึ่งสัปดาห์ก่อนเข้าสู่ pre-flowering ควรให้สารอาหารเสริมพิเศษกับพืชเพื่อเพิ่มการเติบโตของดอกให้ใหญ่แน่นขึ้น

สัปดาห์นี้ ให้ต้มชา Alfalfa meal โดยใช้ Alfalfa meal คุณภาพสูง 16.3 กรัมต่อ น้ำ 1 ลิตร แช่ไว้ 24-48 ชั่วโมง โดยใช้อุปกรณ์เติมอากาศ
จากนั้นให้เติมชั้นปุ๋ยหมักอินทรีย์ชั้นพรีเมียมและสารกระตุ้นจุลินทรีย์ในดิน พร้อมทั้งใส่เอนไซม์ผสมลงในชาแล้วรดลงวัสดุปลูก
ขอให้จำไว้ว่าสำหรับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สารกระตุ้นจุลินทรีย์ควรมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อไปนี้หรือให้ได้มากที่สุด:
| Arthrobacter | Bacillus | Enterobacter | Micrococcus | Rhodospirillum |
|---|---|---|---|---|
| Azotobacter | Brevibacillus | Lysinibacillus | Pseudomonas | Streptomyces |
หากคุณมีแผนจะตัดแต่งใบเพื่อเปิดทางให้อากาศและแสงส่องถึงดอกและกำจัดกิ่งส่วนเกินเพื่อให้ดอกข้างบนโตดี ช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม

ควรทราบว่าปุ๋ย super phosphate สำหรับกัญชา ควรได้มาจาก rock phosphate และมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้:
| Avail. phosphate | 7% | Iron | 1% |
|---|---|---|---|
| Calcium | 21% | Manganese | 0.05% |
| Sulfur | 1% | Sodium | 0.3% |
และปุ๋ย CalSil ควรได้มาจาก wollastonite โดยควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้:
| Soluble potash | 1% | Carbon | 11% |
|---|---|---|---|
| Calcium | 16% | Silicon dioxide | 27% |
อย่ากังวลหากสินค้าที่หายากจะไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนเท่าที่ระบุในตาราง ตราบใดที่มี ส่วนผสมหลัก พืชของคุณก็จะเจริญได้เช่นกัน
สัปดาห์ที่ 5 – Pre-Flowering (เปลี่ยนผ่านจากระยะใบสู่ดอก)
สัปดาห์นี้พืชจะยืดตัวอย่างชัดเจน ควรปรับแสงให้เหมาะสม และเนื่องจากพืชต้องการสารอาหารมากขึ้นเพื่อสร้างดอก ให้ป้อนอาหารเพิ่มขึ้นมาก

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ยกเว้น ธาตุรอง (micronutrient) + กรดฮิวมิก ได้ถูกใช้งานไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับธาตุใหม่นี้ ควรเลือกแบบที่มีเหล็ก (Iron) สูง แต่แมงกานีส โบรอน โคบอลต์ คูเปอร์ โมลิบดีนัม และสังกะสี ต่ำมาก
สัปดาห์ที่ 6 – ระยะดอก (Flowering)
สัปดาห์ที่หกจากเมล็ด พืชของคุณจะอยู่ในโหมดออกดอกเต็มที่ ไม่ต้องทำอะไรมากนอกจากรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดและให้อาหารอย่างต่อเนื่อง
อย่าลืมสังเกตแมลงหรือเชื้อราแต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีปัญหาใดๆ

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึงในตารางสัปดาห์นี้ยกเว้น ปุ๋ยเร่งดอก (bloom booster) ได้ถูกใช้งานมาแล้วเช่นกัน สำหรับปุ๋ยเร่งดอกให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต่อไปนี้:
| Non-GMO micronized soy meal | Water-soluble fulvic acid and gypsum |
|---|---|
| Micronized soft rock phosphate | Horticultural epsom |
สัปดาห์ที่ 7 – ระยะดอก
พอถึงสัปดาห์ที่ 7 ดอกจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสวยงามมากขึ้น เพราะสัปดาห์ก่อนให้อาหารไปเยอะ สัปดาห์นี้จึงเน้นพ่นทางใบเพื่อป้องกันปัญหาขาดธาตุอาหารเล็กน้อยและช่วยให้พืชดูสุขภาพดี

สัปดาห์ที่ 8 – ระยะดอก
สัปดาห์นี้ควรให้อาหารเพิ่มขึ้น เพื่อให้พืชมีทุกอย่างที่ต้องการสำหรับการพัฒนาดอกให้แน่นและหนามากขึ้น
สัปดาห์นี้สำคัญสำหรับผู้ที่อยากได้ดอกหนาเป็นน้ำตาลแวววาว ควรสังเกตพืชและให้ทุกอย่างที่ต้นต้องการเพื่อให้เติบโตอย่างสุขภาพดี

พอสัปดาห์ที่ 8 ดอกจะเริ่มใกล้เก็บเกี่ยวแล้ว ช่วงนี้ควรบูสต์แรงสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยวผล ตรวจสอบแมลงทุกวันเพื่อความปลอดภัย แม้จะได้ฉีดน้ำมันนีมมาตลอดก็ไม่ควรละเลยการตรวจเช็ค
สัปดาห์ที่ 9 – ระยะดอก
ก่อนเริ่มรอบการปลูกใหม่ ควรจะต้องรู้แล้วว่าสายพันธุ์ที่ปลูกใช้เวลาโดยประมาณเท่าไร เพื่อสามารถปรับตารางให้เหมาะและล้างราก (flush) ได้อย่างถูกต้อง โปรดจำไว้ว่าบทความนี้เป็นเพียงแนวทาง อาจต้องปรับตามสภาพแวดล้อมของแต่ละคน

โดยปกติควรล้างราก 3 สัปดาห์ (ถ้าเป็นไปได้) เพราะปริมาณธาตุอาหารในกระถางมีมาก แต่ถ้าไม่สะดวกอย่างน้อยควรล้างราก 1 สัปดาห์ (คือสัปดาห์ถัดไป)
สัปดาห์ที่ 10 – ระยะดอก
สัปดาห์สุดท้ายของการออกดอก สามารถรดน้ำผสมน้ำมะพร้าวฟรีซดรายหากเห็นว่าดอกยังอาจโตได้อีก (แล้วแต่ความเห็น)
สัปดาห์สุดท้ายนี้ควรคำนึงถึงหลายปัจจัยเช่น สภาพไตรโคมและยอดเกสร ว่าพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวหรือยังตามลักษณะฤทธิ์ที่ต้องการ ซึ่งอาจต้องเช็คทุกวัน

เมื่อดอกสุกเต็มที่แล้ว ก็เพียงแค่เก็บเกี่ยว อบแห้ง, บ่ม และสนุกกับดอกกัญชาออร์แกนิก!
5. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปลูกกัญชา No-Till
ปลูกกัญชา No-Till ใน Indoor ได้หรือไม่? แนะนำไหม?
แม้ว่าส่วนใหญ่จะนิยมใน Outdoor แต่การปลูกกัญชา No-Till สามารถใช้ในระบบปลูก Indoor ได้เช่นกัน สามารถปลูกกัญชารสชาติและกลิ่นดีที่สุดในชีวิตบนดินออร์แกนิกที่ใช้ซ้ำวนไปได้หลายฤดู ขอเพียงตั้งใจและใช้เวลาอีกนิด คุณจะประหยัดทั้งเงินค่าวัสดุดิน/ปุ๋ยและเวลาในระยะยาว!
No-Till Farming ประหยัดเงินและเวลาคุณอย่างไร?
ด้วยการสร้างชีวภาคที่มีสุขภาพดีและอุดมสมบูรณ์ด้วย super soil ของเรา จะช่วยดูแลความต้องการธาตุหลักและธาตุรองของพืช แม้บางครั้งอาจเสริมอินทรียวัตถุเพิ่มในบางช่วง แต่หาซื้อหรือทำเองได้ในราคาถูก ไม่จำเป็น 100% แต่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพและความแรงของผลผลิตสุดท้ายประหยัดต้นทุนด้านผลผลิตด้วย จะช่วยประหยัดเวลาเพราะ super soil ทำงานให้แทบทั้งหมด งานผสมปุ๋ยน้ำลำบากๆ การวัด EC/PPM และปรับ pH จะกลายเป็นอดีต ส่วนใหญ่งานคุณจะมีแค่เช็คpHของน้ำรดต้นไม้เท่านั้น พักระหว่างรอบปลูกในระบบ No-Till ก็แทบจะปลูกใหม่ต่อได้ทันทีไม่ต้องหมุนเวียนวัสดุปลูกใหม่อีก
No-Till Cannabis เหมาะกับทุกคนหรือเปล่า?
ใช่และไม่ใช่ แม้จะเป็นวิธีปลูกที่ง่ายเมื่อเซ็ตอัพทุกอย่างเสร็จแล้ว แต่ต้องใช้ความรู้และเข้าใจชีวิตพืชดีพอสมควร สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มด้วยโคโค่-คอยร์และปุ๋ยสังเคราะห์ในขวดก่อน อย่างน้อยสองรอบปลูก ถ้ามีแปลงสวนดีๆ พร้อมแล้วจะลอง No-Till ก็จัดเลย ไม่มีอะไรจะเสีย!
เราแนะนำให้เริ่มแบบเล็กๆ ไม่ต้องปลูกหลายสายพันธุ์รวดเดียว เริ่มที่ไม่เกิน 10 ต้นสายพันธุ์เดียวกัน จะทำให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง No-Till กับวิธีที่คุณคุ้นเคย และลดความเสียหายหากอะไรล้มเหลว
Mulch สำคัญแค่ไหน?
การคลุมดินด้วย mulch ออร์แกนิกครอบคลุมผิวดินทั้งหมด สำคัญมากอย่างยิ่ง ต้องคลุมให้มากและหลากหลายชนิดที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะเป็นหนทางที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและกิจกรรมของพื้นที่ปลูก ระบบ no-till คือการจำลองระบบธรรมชาติ พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกธรรมชาติล้วนใช้ mulch ฤดูเปลี่ยนไป ต้นไม้ผลัดใบ เปลือกไม้กลายเป็นอินทรียวัตถุ พืชตายย่อยสลายกลายเป็น mulch ธรรมชาติ เป็นกำแพงกั้นระหว่างสิ่งที่อยู่บนดินและใต้ดิน ให้ดินของคุณมีโอกาสเจริญสุดขีด คลุมดินไว้เลย!
ควรใส่ไส้เดือนและมูลไส้เดือนในพื้นที่ No-Till หรือไม่?
หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างชีวภาคที่แข็งแรงในระบบ No-Till คือใส่ไส้เดือนและมูลไส้เดือนลงในดิน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างปุ๋ยหมักสด (เวอร์มิคัลเจอร์)
ไส้เดือนย่อยอินทรียวัตถุทุกชนิดจนได้ปุ๋ยหมักคุณภาพสูงสุด หมดปัญหาแร่ธาตุขาดแคลนสำหรับพืช และไม่ต้องใช้ปุ๋ยสังเคราะห์อีกเลย
No-Till ช่วยประหยัดเงินคุณได้เท่าไร?
ยากจะตอบแน่นอนเพราะขึ้นกับขนาดระบบและปลูกใน/นอกอาคาร แต่บอกได้เลยว่าในระยะยาวประหยัดได้มากแน่นอน ปกติใช้ธาตุอาหารและสารเสริมน้อยกว่าการปลูกแบบดั้งเดิมมาก — หรืออาจไม่ต้องซื้อเลยถ้าคุณมีดินดี คุณยังรีไซเคิลวัสดุในระบบปลูกได้สำหรับหลายรอบ ลดของเสียและค่าใช้จ่ายโดยรวม No-Till จึงเป็นทางเลือกคุ้มค่าในการปลูกกัญชาอย่างมีคุณภาพพร้อมประหยัดเงินจริง มาดูตัวอย่าง
ระบบปลูกกัญชาในบ้านขนาดกลางราคาเริ่มต้นราว $300 - $3000 แล้วแต่ขนาดและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ครอบคลุมไฟ พัดลม ระบบปลูก กระถาง ดิน แม้ยังต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ แต่พอเซ็ตอุปกรณ์เสร็จ ระบบ No-Till จะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อรอบได้เยอะ ปุ๋ยและสารเสริมที่จำเป็นกับระบบ No-Till ก็มีน้อยลง เทียบกับแบบทั่วไป
ปุ๋ยกัญชาคุณภาพสูงในท้องตลาดแพงมาก เช่น CANNA ที่ใช้ปลูกแบบไฮโดรฯ ต้องซื้อชุดเริ่มต้นราว $200 ยังไม่รวมสารเสริม 1 ขวด (CANNA RHIZOTONIC ราคา $70, BOOST ACCELERATOR $70) รวมแล้ว $150 ยังไม่พูดถึงวัสดุปลูกอื่นๆ เลย จึงเป็นภาระทางการเงินสำหรับผู้เริ่มต้น วิธี No-Till ช่วยลดต้นทุนและใช้วัตถุดิบที่หาได้ในธรรมชาติหรือรีไซเคิลได้อีกด้วย
No-Till Farming คือทางเลือกที่ดีในการลดค่าใช้จ่ายและใช้ของธรรมชาติสร้างผลผลิตดีที่สุด หากคุณอยากปลูกกัญชาแบบมีประสิทธิภาพ ประหยัด และปลอดภัย No-Till อาจเป็นคำตอบที่คุณมองหา
No-Till Farming มีข้อเสียสำคัญหรือไม่?
ข้อเสียของ No-Till ส่วนใหญ่คือต้องใช้เวลาลงแรงมาก ตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะต้องผสมดินให้สมดุลทุกระลอก
การหมักปุ๋ยและดูแลปุ๋ยหมักเป็นเรื่องที่ใช้เวลาต้องอดทนและสม่ำเสมอ ยาฆ่าแมลงหรือเชื้อราที่เป็นออร์แกนิกก็ต้องใส่ในเวลาที่เหมาะสม ปริมาณที่พอดี และควบคุมใกล้ชิด แม้จะเสียเวลาบ้าง แต่ถ้าทำได้สำเร็จก็จะเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามาก
No-Till ต้องอาศัยความเข้าใจระบบนิเวศธรรมชาติเยอะ เพราะระบบนี้พึ่งพาจุลินทรีย์ เห็ดรา เป็นหลัก ใครที่เชี่ยวชาญเรื่องไมโคโลยีจะได้เปรียบมาก
การปลูกแบบออร์แกนิกได้กัญชาคุณภาพสูงจริงไหม?
ขึ้นกับนิยามของ "คุณภาพสูง" เป็นเรื่องถกเถียงในวงการกัญชา บ้างว่าปลูกออร์แกนิกให้ได้ดอกคุณภาพสูงเพราะปลอดสารเคมีและสารเติมแต่งฟุ่มเฟือย บ้างมองว่าปุ๋ยสังเคราะห์ให้ผลผลิตดีไม่แพ้และมีธาตุอาหารเข้มข้นกว่าสูตรออร์แกนิก หลักฐานแล็บพบว่าสารสังเคราะห์ให้ผลผลิตมากกว่าและดอกแรงกว่าแบบออร์แกนิก แต่ส่วนใหญ่ยอมรับว่ากัญชาออร์แกนิกให้กลิ่น-รสดีเยี่ยมแต่ผลผลิตอาจต่ำกว่าเล็กน้อย สุดท้าย ขึ้นกับความชอบส่วนตัวและเป้าหมายของคุณ
จากการทดลองปิดตาที่ร้านยักษ์ใหญ่ใน LA (ไม่ใช่งานวิจัยทางการ แต่ถือว่าน่าสนใจ) เกิน 80% ของผู้ร่วมทดลองเลือกดอกที่มีเทอร์พีนสูงกว่าความแรง ระดับหนึ่งในตัวอย่าง 8 สายพันธุ์ มีทั้งปลูก indoor/outdoor ออร์แกนิก/ไฮโดรฯ ผลคือ 83% เลือกออร์แกนิกมากกว่าไฮโดรฯ และมากกว่าครึ่งเลือก outdoor ออร์แกนิกเป็นอันดับ 1 เมื่อตรวจวิเคราะห์ ออร์แกนิกมีเทอร์พีนสูงกว่าไฮโดรฯ แต่เปอร์เซ็นต์ THC ต่ำกว่าเล็กน้อย
ไม่น่าแปลกใจเพราะทุกวันนี้มีแต่สายพันธุ์แรงๆ เกือบทุกเมล็ดกัญชาทั่วไปปลูกก็มี THC 18% ขึ้นอยู่แล้ว (ถ้าไม่ได้เลือกสายพันธุ์ THC ต่ำโดยเฉพาะ) ระดับนี้ก็แรงเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไป หลายคนเลยมองหาสายพันธุ์ที่ทั้งมีคุณสมบัติทางแพทย์และสันทนาการที่รัก เช่นผมจะหลงใหลกลิ่นและรสชาติของกัญชามาก หากต้องการผลผลิตที่ดีที่สุด ระบบปลูกแบบออร์แกนิกจึงอาจคือคำตอบ ถ้าจะปลูกสายออร์แกนิกแล้วก็ควรลอง No-Till ไปเลย!
6. สรุป
คู่มือนี้จะให้ผลผลิตดอกที่กลิ่น-รสดีมหาศาล เกือบไม่น่าเชื่อ เข้าใจว่าบางวัตถุดิบอาจหาได้ยากต่างแต่ละพื้นที่ ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ Build A Soil ที่คุณภาพดีมาก
หากคุณมีประสบการณ์ปลูกกัญชาแบบ No-Till และอยากช่วยเหลือหรือแบ่งทิปส์ดีๆ ให้เพื่อนๆ เชิญคอมเมนต์ไว้ได้เลย!
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- IMPACTS OF NO TILL FARMING IN AGRICULTURE. - Mukherjee, Bishal. (2019).
- No-Till Farming Systems in Europe. - Stroud, Jacqueline. (2020).
- No-Till Farming. - Kynigos, Nathaniel. (2015).
Comments